เนื้อหา : บทความสาระน่ารู้
หมวดหมู่ : บทความสุขภาพ
หัวข้อเรื่อง : ยา

อังคาร ที่ 15 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2555

คะแนน vote : 424  




1) คนไทยมีการบริโภคยาที่เกินความจำเป็น ?
      
       คนไทย ส่วนมากมักมีทัศนคติเชิงบวกที่ดีต่อยา โดยเชื่อว่ายาเป็นของดีที่สามารถส่งเสริมสุขภาพ ป้องกัน หรือรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับตนเองได้ ทัศนคติเช่นนี้ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการใช้ยาที่มีลักษณะเฉพาะบางประการต่าง จากประเทศอื่น เช่นความนิยมในการใช้ยาชุด หรือการใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาแก้อักเสบ) อย่างพร่ำเพรื่อ นอกจากทัศนคติพื้นฐานในเรื่องความเจ็บป่วยที่คนไทยนิยมฝากความหวังไว้การใช้ ยารักษาโรคแล้ว การที่ระบบการกระจายยาในประเทศของเรามีลักษณะค่อนข้างเสรีเช่น แพทย์สามารถจ่ายยาให้กับผู้ป่วย ร้านยา สามารถขายยาเกือบทุกชนิดได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ หรือร้านขายของชำ ร้านสะดวกซื้อต่างๆ สามารถขายยาได้โดยไม่มีการควบคุม เป็นต้น ล้วนมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการบริโภคยาที่เกินความจำเป็นในประเทศไทย คำถามก็คือสภาวการณ์เช่นนี้มีส่วนทำให้สุขภาพของคนไทยสมบูรณ์ดีพึงประสงค์ หรือไม่ ?
      
       คำตอบสำหรับคำถามข้างต้นที่อยู่ใน ใจของแต่ละคนคงแตกต่างกันไปตามความเห็นส่วนตัว ข้อเท็จจริงที่แต่ละคนได้พบมา อย่างไรก็ดีประจักษ์พยานในเรื่องปัญหายากับสุขภาพของคนไทยที่สังเกตได้ง่าย คือ จำนวนผู้รอรับยาจากห้องยาของโรงพยาบาลรัฐที่ยังคงมีคิวยืดยาว และจัดเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่น่าเบื่อหน่ายของผู้ป่วยมากที่สุดเมื่อต้องใช้ บริการสุขภาพจากรัฐ ดังนั้นจึงยังดูเหมือนว่ายายังคงเป็นสิ่งที่ต้องการของผู้ป่วยอีกจำนวนไม่ น้อย แม้ว่าพวกเขาจะสามารถหาซื้อได้ค่อนข้างง่ายแล้วก็ตาม
      
       มูลค่า การบริโภคยาในประเทศไทย ในแต่ละปีมีประมาณ 27,000-34,000 ล้านบาท (คิดจากราคาขายส่งปี พ.ศ. 2541-2543) หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมด ซึ่งนับว่าสูงกว่าประเทศทางตะวันตกหรือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วซึ่งค่าใช้จ่าย ด้านยามีสัดส่วนเพียงร้อยละ 10-20 นอกจากนี้สัดส่วนของยาที่ผลิตในประเทศต่อยานำเข้าของประเทศไทยเท่ากับ 56:44 ค่าใช้จ่ายด้านยาจึงเป็นภาระที่หนักสำหรับระบบสาธารณสุข กลุ่มยาที่มีการใช้มากที่สุด ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ ยาระบบทางเดินอาหาร ยาระบบหัวใจและหลอดเลือด ยาระบบทางเดินหายใจ และยาระบบประสาทกลาง โดยในปี พ.ศ. 2542 ยาเหล่านี้มีมูลค่ารวมมากกว่า 2 ใน 3 ของการใช้ยาทั้งหมดในประเทศ มีข้อสังเกตว่าการบริโภคยาในปริมาณที่มากเช่นนี้ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง และในอนาคตเมื่อการค้าระหว่างประเทศเป็นแบบเปิดตลาดเสรีมากขึ้น โอกาสที่มูลค่ายานำเข้าจะสูงขึ้นและเข้ามาทดแทนยาที่ผลิตในประเทศก็จะเพิ่ม มากขึ้นด้วย
      
       2) คนไทยมีความเสี่ยงกับการใช้ยาด้อยคุณภาพ
      
       ตามกฎหมายปัจจุบันแบ่งยาออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ ยาควบคุมพิเศษ ยาอันตราย และยาบรรจุเสร็จ โดยกำหนดให้ยา 2 กลุ่มแรกต้องใช้ตามใบสั่งแพทย์ แต่ในทางปฏิบัติโดยเฉพาะนอกสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาล ผู้ป่วยที่ไปรับการรักษาตามคลินิกเอกชน หรือร้านยา สามารถได้รับยาเกือบทุกกลุ่ม (โดยไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งยา) ผู้ป่วยส่วนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายาที่ตนเองได้รับเป็นยาชื่ออะไร ใช้เพื่ออะไร หรือมีคุณภาพเช่นไร ผลก็คือผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีความเสี่ยงที่จะได้รับยาด้อยคุณภาพ เช่น ยาผิดมาตรฐาน (substandard drugs) ยาปลอม (counterfeit drugs) หรือยาเสื่อมคุณภาพ โดยไม่รู้เท่าทัน มีข้อมูลการศึกษาในประเทศต่างๆ จำนวนมากที่บ่งชี้ว่าผู้บริโภคในประเทศด้อยพัฒนามีความเสี่ยงที่จะได้รับยา ด้อยคุณภาพ เช่น การสำรวจในประเทศไนจีเรีย (พ.ศ. 2544) และแทนซาเนีย (พ.ศ. 2545) พบว่าเมื่อตรวจสอบตามเกณฑ์มาตรฐานของเภสัชตำรับ USP มียาด้อยคุณภาพในท้องตลาดมากถึง 48% (ยาที่สำรวจได้แก่ ยาปฏิชีวนะ ยาต้านมาลาเรีย ยาต้านวัณโรค ยาต้านเชื้อรา) และ 32% (ยาที่สำรวจได้แก่ พาราเซทตามอล แอสไพริน ยาต้านมาลาเรีย) ตามลำดับ ใกล้เข้ามาแถบบ้านเราคือ การสำรวจในประเทศกัมพูชา (พ.ศ. 2540) พบยาต้านจุลชีพด้อยคุณภาพ 28% ผลสำรวจในพม่าและเวียดนามก็พบว่ามียาด้อยคุณภาพในสัดส่วนที่น่าวิตกเช่นกัน สำหรับในประเทศไทยมีรายงานสำรวจ การตรวจพบยาปลอม ยาเสื่อมคุณภาพ ยาผิดมาตรฐาน อยู่ด้วยเช่นกันเช่น การสำรวจคุณภาพยาต้านโรคลมชัก phenytoin ตรวจพบยาที่มีการปลดปล่อยตัวยาสำคัญผิดมาตรฐานร้อยละ 52.5 การสำรวจคุณภาพยาเม็ดโทลเพอริโซน ไฮโดรคลอไรด์ในปี 2544 พบปัญหาการคงสภาพ มีปริมาณตัวยาสำคัญผิดมาตรฐานร้อยละ 14.5 และมีการสลายตัวของสารผิดมาตรฐานร้อยละ 44 เป็นต้น โดยสรุปข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระหว่างปี 2543-2544 พบว่ากลุ่มยาที่มีรายงานปัญหาการปลอมแปลง หรือด้อยคุณภาพ โดยลักษณะการด้อยคุณภาพที่มีพบได้แก่ ไม่มีสารออกฤทธิ์สำคัญ (43%) มีสารสำคัญน้อยกว่าที่ระบุ (21%) คุณภาพการผลิตด้อย (24%) สารสำคัญต่างชนิด (7%) และการปลอมฉลาก (5%)
      
       ผลเสียของการใช้ยา ด้อยคุณภาพมีมากมาย ตัวอย่างเช่น การใช้ยาปฏิชีวนะด้อยคุณภาพที่มีปริมาณยาสำคัญไม่ครบขนาด (เช่น ฉลากระบุขนาด 500 มก. แต่มีตัวยาจริงเพียง 300-400 มก.) นอกจากผลรุนแรงที่สุดคืออาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเนื่องจากได้รับยารักษาไม่ ทันท่วงที ยังอาจทำให้เชื้อโรคที่เป็นเป้าหมายการรักษาไม่ตายแล้ว ส่งเสริมให้เชื้อชนิดนั้น หรือชนิดอื่นที่ได้รับสัมผัสยามีความคุ้นเคย และพัฒนาไปสู่การดื้อยา และขยายพันธุกรรมเชื้อดื้อยาออกในวงกว้างมากขึ้น ทำให้ต้องใช้ยาที่มีราคาแพง และแพร่ความรุนแรงของการระบาดออกไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ที่จริงความหมายของยาด้อยคุณภาพไม่ได้หมายเพียงการมีปริมาณยาไม่ครบขนาด แต่ยังรวมถึงการมียามากเกินขนาดที่ระบุไว้ในฉลาก หรือมีสารปนเปื้อนอื่นมากเกินปริมาณที่กำหนดด้วย
      
       ที่จริง ไม่เพียงผู้บริโภค หรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถประเมินคุณภาพยา แม้แต่แพทย์ผู้สั่งใช้ หรือเภสัชกรที่จัดซื้อยาเข้าโรงพยาบาล หรือร้านยาบ่อยครั้งก็มักไม่ทราบว่าจะประเมินคุณภาพยาได้อย่างไร ส่วนหนึ่งจึงอาศัยความน่าเชื่อถือของบริษัทผู้จำหน่าย และองค์ประกอบด้านราคา ปัญหามักเกิดขึ้นเมื่อมีการแข่งขันด้านราคายาที่สูง โดยกลุ่มยาที่มีราคาแพงจะอ้างว่ายาของตนมีคุณภาพดีกว่ายาชนิดเดียวกันที่ ผลิตจากบริษัทอื่นที่มีราคาถูกกว่า คำถามก็